พลิกดูคดีมหากาพย์ 2500 ล้านบาท บิ๊ก สกสค. จำนวน 16 คน ผิดจริงไหม?

พลิกดูคดีมหากาพย์ 2500 ล้านบาท บิ๊ก สกสค. จำนวน 16 คน ผิดจริงไหม?

พลิกปูมคดี สกสค. และบิลเลี่ยนฯ : ความจริงอีกด้านที่บอร์ด 16 คนถูกปกปิดและบิดเบือนคดีความเสียหายของเงินกองทุน ช.พ.ค. มูลค่าหลายพันล้านบาท เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

แต่ยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายมิติที่ถูกมองข้าม หากไล่เรียงลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด จะพบว่าคณะกรรมการ (บอร์ด) 16 คน ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองทุนอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อของการปกปิดข้อมูลและการทำเอกสารลับหลัง

1. บทพิสูจน์ความถูกต้อง: อนุมัติ 500 ล้านแรกชอบด้วยกฎหมาย และหากบอร์ดปฏิเสธ 2,500 ล้าน คือการทำองค์กรเสียผลประโยชน์

จุดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ บอร์ดมีมติอนุมัติหลักการให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินโดยบังคับว่าต้องมี “ธนาคารอาวัล (รับรอง)” ความเสี่ยงจึงเท่ากับไม่มี (ปลอดภัยกว่าฝากประจำ) โดยในก้อนแรก 500 ล้านบาท ผู้ปฏิบัติงานทำตามมติอย่างเคร่งครัด ได้รับอาวัลจากธนาคาร ผลคือกองทุนได้เงินต้นคืนพร้อมกำไรสูงสุดถึง 35 ล้านบาท ซึ่งศาลได้พิพากษาแล้วว่า “เป็นการอนุมัติที่ชอบด้วยกฎหมาย”ดังนั้น เมื่อมีการเสนอซื้อตั๋วก้อน 2,500 ล้านบาท (2,100 + 400 ล้าน) ด้วยเงื่อนไขที่ปลอดภัยขั้นสุดเหมือนเดิม หากบอร์ดปฏิเสธไม่ยอมอนุมัติ ก็จะกลายเป็นว่า บอร์ดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทำให้กองทุนเสียผลประโยชน์ เพราะเป็นการทิ้งโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดไป ทั้งที่มีก้อน 500 ล้านบาทเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว

2. จากเงินหลักหมื่นสู่เกือบหมื่นล้าน:

ที่มาของเงินกองทุนผู้ก่อตั้งโครงการ สกสค. ซึ่งบางท่านก็ร่วมอยู่ในบอร์ดชุดนี้ ได้ช่วยกันปลุกปั้นกองทุนมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม จากเงินทุนเพียงหลักหมื่นหลักแสนบาท จนเติบโตเกือบหมื่นล้านบาทเงินของกองทุนนี้ มาจากการที่กองทุนบริหารจัดการไป “ต่อรองกับธนาคาร” เพื่อขอแบ่งค่านายหน้าจากธนาคารกลับมาเป็นกองทุนเพื่อใช้ดูแลสมาชิก โดย “ไม่ได้เป็นการเอาเงินมาจากสมาชิกโดยตรง” แต่เป็นการดึงรายได้จากธนาคารมาสร้างประโยชน์สูงสุดให้สวัสดิการของครู

3. โยกย้ายคนทำงาน ปูทางสู่การทุจริต และแอบทำเอกสารลับหลังเมื่อนายสมศักดิ์ (ผู้บริหาร) เข้ามา

ดันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสงสัย คือมีการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เดิมที่เคยดำเนินการเรื่อง 500 ล้านบาทจนสำเร็จ (ซึ่งทำงานมา 6 ปีไม่เคยสร้างความเสียหาย) ออกจากหน้าที่ ทำให้ผู้มีอำนาจดำเนินการ และตรวจสอบเดิมหายไป

จากนั้นมีการนำเจ้าหน้าที่ชุดใหม่เข้ามาแทน ซึ่งโดยหลักการ การปฏิบัติตามมติบอร์ดเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว แต่ในการประชุม บอร์ดได้เพิ่มความรัดกุมโดย มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง ให้เป็นไปตามมติ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับขัดคำสั่ง มีการ ทำเอกสารลับหลัง และจงใจ ปกปิดข้อมูล จากธนาคาร ไม่แสดงข้อเท็จจริงให้บอร์ดรับทราบ

4. ความเข้าใจผิดเรื่อง “ร่วมลงทุนโรงไฟฟ้า”มีข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิด “ความเข้าใจผิด” ว่าบอร์ดเป็นคนสั่งให้เอาเงินไปร่วมลงทุนทำโซลาร์เซลล์หรือโรงไฟฟ้า

ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยความจริงคือ บอร์ดมีมติชัดเจนว่า “ไม่ให้ไปร่วมลงทุน” ให้อนุมัติแค่ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีธนาคารอาวัล (รับรอง) เท่านั้น แต่การร่วมลงทุนดังกล่าว เป็นการที่ผู้บริหารและผู้ดำเนินงาน แอบไปทำสัญญากันโดยพลการและลับหลังบอร์ด ขัดต่อมติที่ประชุมอย่างชัดเจน ความเข้าใจผิดเรื่องนี้เองที่ทำให้บอร์ดถูกสังคมมองในแง่ลบ

5. ความคลาดเคลื่อนของ ป.ป.ช. ต่อกลไกการออกตั๋วเงิน (ทำไมถึงดูตั๋วก่อนอนุมัติไม่ได้?)

อีกหนึ่งข้อกล่าวหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจกลไกทางการเงินของหน่วยงานตรวจสอบ (ป.ป.ช.) คือการตั้งคำถามว่า “ทำไมบอร์ดไม่เรียกดูตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีธนาคารอาวัลก่อนที่จะอนุมัติซื้อ?” ข้อเท็จจริงคือ ตั๋วสัญญาใช้เงินชุดนี้เป็น “ตั๋วออกใหม่” ซึ่งตามหลักการเงินที่ถูกต้อง บอร์ดจะต้อง “อนุมัติหลักการและวงเงินให้ซื้อ” ก่อน จากนั้นบริษัทจึงจะสามารถออกตั๋วเงิน และนำตั๋วนั้นไปให้ธนาคารประทับตรารับรอง (อาวัล) ได้ ดังนั้น การเรียกร้องให้นำตั๋วที่ประทับตราอาวัลเสร็จสมบูรณ์แล้วมาโชว์ให้ดูก่อนที่บอร์ดจะอนุมัติซื้อ จึงเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ” ข้อกล่าวหานี้จึงขัดกับขั้นตอนการออกตราสารทางการเงินอย่างสิ้นเชิง

​6. ข้อกล่าวหา “ทำไมไม่ตรวจสอบบริษัทก่อน?”:

เหตุผลที่บอร์ดใช้ “ธนาคารอาวัล” ทำหน้าที่ตรวจแทน เป็นอีกประเด็นที่ ป.ป.ช. ตั้งคำถามคือเหตุใดบอร์ดจึงไม่ตรวจสอบบริษัทให้ดีก่อน ความจริงคือมีการตรวจสอบผ่านไปแล้วตั้งแต่ตอนซื้อก้อน 500 ล้านแรก (พบว่าบริษัทมีเครดิตกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กว่า 1,000 ล้านบาท) และต่อมามีทุนจดทะเบียนกว่า 2,000 ล้านบาท แต่หลักใหญ่ใจความคือ กองทุนไม่ใช่สถาบันการเงินหรือเครดิตบูโร จึงไม่มีอำนาจหรือความเชี่ยวชาญที่จะไปตรวจสอบเชิงลึกได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บอร์ดบังคับว่า “ต้องมีธนาคารอาวัล” เพราะนั่นคือกลไกทางการเงินในการให้ธนาคารเป็นผู้ตรวจสอบเครดิตบริษัทแทนกองทุน หากบริษัทไม่มั่นคงจริง ธนาคารย่อมไม่ยอมประทับตรารับรองให้ การตั้งเงื่อนไขอาวัลจึงเป็นวิธีการตรวจสอบและปกป้องเงินกองทุนที่ฉลาดและรัดกุมที่สุดแล้วสำหรับองค์กรที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

7. การปกปิดข้อมูลคณะอนุกรรมการโดยอำนาจหน้าที่

บอร์ดไม่ได้มีหน้าที่ลงไปตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง บอร์ดจึงได้มอบหมายและตั้ง “คณะอนุกรรมการ” ขึ้นมาเพื่อติดตามเรื่องการทำอาวัลโดยธนาคาร แต่ปรากฏว่า ผู้ดำเนินการและคณะอนุกรรมการ กลับร่วมกันปกปิดข้อมูล โดยอ้างว่าช่วงนั้นติดปัญหาความไม่มั่นคงจากการยึดอำนาจของ คสช. ทำให้ธนาคารดำเนินกระบวนการไม่ได้ แต่หลอกบอร์ดว่า “เงินถูกล็อกไว้ในบัญชีแล้ว”เมื่อบอร์ดเข้าใจว่าเงินถูกล็อกอย่างปลอดภัย จึงได้สั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าว่า ให้ไปหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่มเติมระหว่างรอธนาคารออกอาวัล และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการติดตามต่อไป โดยที่บอร์ดไม่ทราบเลยว่าเงินถูกแอบโอนไปแล้ว

8. บั้นปลายของผู้กระทำผิด (อ้างอิงจากข้อมูล ป.ป.ช. และ ปปง.)

ท้ายที่สุด ความจริงก็ปรากฏว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง ซึ่งกลุ่มผู้บริหารที่ทุจริตต่างถูกกฎหมายลงโทษอย่างหนัก:

* นายเกษม (ผู้บริหาร และอดีตผู้บริหารสูงสุด): ถูก ป.ป.ช. และ ปปง. ชี้มูลความผิด สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทั้งที่ดิน หุ้น และบัญชีเงินฝากหลายร้อยล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน

* นายสุรเดช (ผู้บริหาร รองสูงสุด): ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติกว่า 13 ล้านบาท จากกรณีนำเงินไปทุจริตและฝากเข้าบัญชีตัวเอง โดยเตรียมยื่นศาลสั่งยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

* นายสมศักดิ์ (ผู้บริหารสูงสุด): ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติและสั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 35 ล้านบาท นอกจากเรื่องคดีแล้ว ครอบครัวของนายสมศักดิ์ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟไหม้ทำให้คนในครอบครัวเสียชีวิตเกือบทั้งหมด ซึ่งมีประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงแรงจูงใจว่า อาจเป็นการลอบฆ่ากันเองภายในครอบครัวเพื่อแย่งชิงมรดกหรือไม่

บทสรุปจะเห็นได้ว่า บอร์ด 16 คน ได้ใช้อำนาจอนุมัติในหลักการที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้กองทุนแล้ว (ดังที่เห็นจากก้อน 500 ล้านบาท) แต่ความเสียหายที่เกิดกับก้อน 2,500 ล้านบาทนั้น มาจากการกระทำของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่จงใจปกปิดข้อมูล ทำเอกสารลับหลัง และไม่ปฏิบัติตามมติบอร์ด การให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมการชุดนี้ จึงต้องพิจารณาจากอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนเร้นมาอย่างยาวนาน

ทำไมคดีนี้จึงต้องอาศัยความรู้เชิงลึกในการตัดสิน?

การตัดสินคดีความเสียหายมูลค่า 2,500 ล้านบาทนี้ ไม่สามารถใช้ตรรกะแบบเหมารวมว่า “ใครนั่งอยู่ในห้องประชุมเท่ากับร่วมกันทุจริต” ได้ เนื่องจากโครงสร้างการบริหารงานขององค์กรขนาดใหญ่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะ ผู้พิจารณาคดีจึงจำเป็นต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทั้งทางด้านการเงิน (Finance) และด้านรัฐศาสตร์-รัฐประศาสนศาสตร์ (Political Science / Public Administration) เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงให้ขาดออกจากกันในมิติด้านการเงิน (Finance) จะต้องเข้าใจว่าบอร์ดทั้ง 16 คน ได้ทำหน้าที่ปกป้องเงินกองทุนอย่างรัดกุมที่สุดแล้ว โดยมีมติบังคับว่าการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจะต้องมี “ธนาคารอาวัล” ซึ่งเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงขั้นสูงสุด (ความเสี่ยงเป็นศูนย์) บทพิสูจน์คือตั๋วเงินก้อนแรก 500 ล้านบาท ที่ได้ทั้งเงินต้นและกำไรคืนมาจนศาลตัดสินว่าชอบด้วยกฎหมาย หากบอร์ดปฏิเสธข้อเสนอ 2,500 ล้านบาทที่มีเงื่อนไขปลอดภัยขั้นสุดแบบเดียวกัน ย่อมถือเป็นการทำให้องค์กรเสียผลประโยชน์

แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพราะผู้ปฏิบัติงานฝ่าฝืนเงื่อนไขทางการเงินนี้ แอบโอนเงินไปโดยไม่มีการทำอาวัล ในมิติด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จำเป็นต้องแยก “อำนาจเชิงนโยบาย” ของบอร์ด (ผู้อนุมัติหลักการ) ออกจาก “อำนาจการปฏิบัติงานและการเบิกจ่าย” (ของผู้บริหารและ จนท. รวม 6 คน) ให้ชัดเจน บอร์ดมีหน้าที่วางกรอบความปลอดภัย แต่ไม่ได้มีหน้าที่ไปจับปากกาเซ็นโอนเงินหรือตรวจสอบบัญชีธนาคารด้วยตนเองทุกขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ปฏิบัติงานและคณะอนุกรรมการยังได้ร่วมกันทำเอกสารลับหลัง ปกปิดข้อมูล และรายงานเท็จต่อบอร์ด (เช่น หลอกว่าเงินถูกล็อกอยู่ในบัญชีเพราะสถานการณ์ คสช.) ทำให้บอร์ดหมดโอกาสรับรู้ความจริงดังนั้น

คดีนี้จึงไม่ใช่การสมรู้ร่วมคิดของคนทั้งบอร์ด แต่เป็น “การฉ้อฉลในระดับปฏิบัติการ” เมื่อเกิดการทุจริตและการแอบโอนเงิน การติดตามเส้นทางการเงินจึงต้องเป็นหน้าที่ของคณะทำงานชุดแยก หรือหน่วยงานตรวจสอบภายนอก (เช่น ป.ป.ช. หรือ ปปง.) ซึ่งมีเครื่องมือทางกฎหมายและอยู่นอกเหนืออำนาจของบอร์ดชุดนี้ การให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมการทั้ง 16 คน จึงต้องตัดสินจากเจตนาในการออกมติที่ถูกต้องรัดกุม ไม่ใช่ตัดสินจากความผิด จากที่ถูกหักหลังและปกปิดข้อมูลต่อที่ประชุม

สรุปเนื้อหา

ในปี พ.ศ. 2556-2557 บิ๊กสกสค. 16คน ในที่ประชุมฯ มีมติให้ตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีธนาคารอาวัลจำนวน 3 ใบ จากบริษัทบิลเลี่ยนฯ แบ่งออกเป็น 500 ล้านบาท 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ตามลำดับ

ในคดีนี้พบว่า บิ๊ก สกสค. จำนวน 16 คน เป็นคณะกรรมการอนุมัติให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีธนาคารอาวัล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสูงที่สุด (เทียบเท่าฝากเงินกับธนาคาร) แต่ในจำนวน 16 คนนี้ มีเพียง 6 คนที่อำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีธนาคารอาวัล เป็นไปตามระเบียบของ สกสค. (อำนาจและหน้าที่) โดย 6 คนนั้นแบ่งเป็น ผู้บริหารสูงสุด 3 คน และเจ้าหน้าที่ดำเนินงาน 3 คน ในการดำเนินงานซื้อตั๋วเงินฯ อาวัล

ศาลตัดสินคดีแล้ว ซื้อตั๋วเงินฯ 500 ล้านบาท เป็นการอนุมัติชอบด้วยกฎหมาย

ศาลคดีทุจริตฯยกฟ้องอดีตบิ๊ก สกสค.นำเงิน ช.พ.ค. 500 ล.ร่วมทุน บ.บิลเลี่ยนฯ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ตามคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติชอบกกลาง

ผู้บริหารบริษัทบิลเลี่ยนฯ 3 คน เคยเข้ามาพบในที่ประชุมฯ สกสค และมีเจตจำนงทำอาวัลในช่วงที่จะซื้อขายตั๋วเงินฯ 500 ล้านบาท
แต่ภายหลังในกรณี 2,100 และ 400 ล้านบาท กลับไม่ดำเนินการตามเดิมและไม่มีการขออาวัลจริงกับธนาคารฯ

ตามใจความที่ว่า คดี 2500 ล้านบาท มีความเสียหาย เพราะไม่ดำเนินการตาม 500 ล้านบาท

จนเป็นที่มาให้ศาลชั้นต้นตัดสินเหมารวม 16 อดีตบิ๊กสกสค.-ผู้บริหารบิลเลี่ยนฯ’ ทุจริตซื้อตั๋วสัญญาเงินกู้…
ซึ่งมีการตัดสินคดีแยกออกจาก 500 ล้านบาท และ สกสค. ได้รับเงินคืนค่าเสียหาย จากการนำเงินไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวทเท็ด กรุ๊ป จำกัด ตามคำพิพากษาจาก ปปง.

อาญาทุจริตและประพฤติชอบกกลาง อยู่ระหว่างพิจารณาคดี 2,500 ล้านบาท อีกครั้งในชั้นอุทธรณ์ สำหรับตั๋วอาวัล 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท

โดยในกรณี 500 ล้านบาทนั้น มีการดำเนินงานซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินถูกต้องตามมติของที่ประชุมฯ จึงไม่มีความเสียหาย และได้เงินต้นและดอกเบี้ยอีก 35 ล้านบาท แต่ในกรณี 2,100 ล้านบาทและ 400 ล้านบาท ที่ประชุมฯ มีมติเหมือนเดิม แต่คณะดำเนินงาน 6 คน ไม่ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีธนาคารอาวัล แต่กลับโอนเงินให้บริษัทเฉยๆ (ไม่ทำตาม 500 ล้านบาท) และตามรายงานการประชุมฯ สกสค. ที่ประชุมได้รับทราบว่าเงินลงทุนยังถูกธนาคารอายัดอยู่ และผู้ดำเนินงานแจ้งว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ส่งผลให้ธนาคารยังไม่สามารถดำเนินการออกอาวัลได้ตามกระบวนการ

ทั้งนี้ปรากฏข้อสงสัยว่า… ผู้บริหารสูงสุด 1 ใน 6 คนที่มีอำนาจซื้อตั๋วฯ ยังมีคำสั่งการโยกย้ายหนึ่งในอดีตคณะดำเนินงาน 1 คน ที่เป็นคนคอยตรวจสอบและดำเนินการซื้อตั๋วเงินฯ 500 ล้านบาทสำเร็จ เพียงไม่กี่เดือนก่อนทำการซื้อตั๋วเงินฯ 2,100 ล้านบาทและ 400 ล้านบาท

โดย ระเบียบ สกสค. ระบุอำนาจหน้าที่ (ของที่ประชุมบอร์ด บิ๊ก สกสค. 16 คน) ไว้ดังนี้

ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. พ.ศ. ๒๕๕๔

(ตัดมาเฉพาะเรื่องอำนาจ หน้าที่)

ข้อที่ ๑๗ ระบุว่า ให้มีหน่วยงานดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของกองทุนอยู่ภายในสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.

ข้อที่ ๒๔ ระบุว่า ในขณะที่ยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับกิจการของกองทุน ให้สำนักสวัสดิภาพครู โดยกลุ่ม ช.พ.ค. และกลุ่มการเงินและบัญชี ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกิจการกองทุนไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานดำเนินการ

และในข้อที่ ๑๘ เรื่องการรับเงิน การเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงิน (๕) การเบิกจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการ และ เลขานุการ หรือเหรัญญิกทุกครั้งจึงจะเบิกจ่ายได้

Related Posts

Create Account



Log In Your Account