การทดลองหาจุดวาบไฟ และจุดติดไฟ
( FLASH POINT AND FIRE POINT)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=973751806003369&set=a.179625395416018
Automatic Flash Point มาตราฐาน ASTM D-93 ใครอยากเรียนอีกรอบบ้าง ? #กดแล้วเสร็จเลย เครื่องนี้จะควบคุมHeater ด้วยคำสั่ง PWM อัตโนมัติเพื่อควบคุมให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อัตราการเพิ่มอุณหภูมิประมาณ 5 องศาต่อนาทีดังกราฟด้านล่าง
วัตถุประสงค์
เพื่อทราบหลักและวิธีหาจุดวาบไฟ และจุดติดไฟของน้ำมันชนิดต่างๆ ตามมาตรฐาน เพื่อเปรียบเทียบจุดวาบไฟ และจุดติดไฟของน้ำมันตัวอย่างเทียบกับค่ามาตรฐาน เพื่อหาปัจจัยที่ทำให้การทดลองหาจุดวาบไฟ และจุดติดไฟเบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานขอบข่าย มาตรฐานวิธีการทดสอบการหาจุดวาบไฟ (Flash Point) และจุดติดไฟ (Fire Point) นี้หาโดยการใช้ถ้วยเปิดคลีฟแลนด์ กับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและของเหลวทุกชนิด ยกเว้นน้ำมันเชื้อเพลิง และสารอื่นที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 79 องศาเซลเซียส บทนำและเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการทดลอง จุดวาบไฟ ( Flash Point) จุดวาบไฟ คือ อุณหภูมิต่ำสุดของน้ำมันที่ถูกทำให้ร้อนเพื่อให้เกิดไอน้ำมันผสมกับอากาศในปริมาณที่มากพอ และเกิดการจุดติดไฟได้เหนือผิวหน้าของน้ำมันเมื่อมีเปลวไฟเป็นตัวล่อแล้วลุกไหม้ทันที ในทางปฏิบัติจุดวาบไฟมีความสำคัญในด้านอันตรายจากอัคคีไฟในการขนส่ง การเก็บรักษาและการใช้งานเท่านั้น แต่ไม่มีความสำคัญโดยตรงต่อการสันดาปและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังใช้จุดวาบไฟสำหรับตรวจสอบการเจือปนกรณีหากมีน้ำมันชนิดอื่นที่หนักหรือเบากว่าเจือปนการหาจุดวาบไฟมักใช้วิธี ASTM D 93 ซึ่งใช้เครื่องมือพิเศษเรียกกว่า Pensky Martin Closed Cup (PMCC) สำหรับน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา แต่สำหรับน้ำมันเบา เช่น น้ำมันก๊าด จะใช้เครื่อง Tag Closed Tester ASTM D 56 ส่วนน้ำมันที่หนัก เช่น น้ำมันหล่อลื่นจะต้องใช้เครื่อง Cleveland Open Cup (COC) ซึ่งจุดวาบไฟจะไม่มีผลต่อคุณภาพหรือการใช้งานโดยตรง แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อความปลอดภัยจากการเกิดอัคคีภัยในการเก็บรักษาและการขนถ่าย เพราะถ้าเกินอุณหภูมิจุดนี้ไปแล้วจะเป็นจุดติดไฟโดยน้ำมันหล่อลื่นที่มีความหนืดสูงก็จะมีจุดวาบไฟสูงด้วย นอกจากนี้ชนิดของน้ำมันดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานก็มีผลต่อจุดวาบไฟด้วย จุดวาบไฟของน้ำมันหล่อลื่น มีความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ถ้าจุดวาบไฟต่ำเกินไปจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้งานที่อุณหภูมิสูง และเกิดการสิ้นเปลือง เนื่องจากต้องเติมน้ำมันหล่อลื่นบ่อย โดยทั่วไปจุดวาบไฟของน้ำมันหล่อลื่นจะอยู่ในช่วง 160 – 320 0 C แล้วแต่ว่าเป็นชนิดใสหรือข้น หากจุดวาบไฟของน้ำมันหล่อลื่นใช้การมีค่าลดลงกว่าน้ำมันใหม่มาก แสดงว่าอาจเกิดจากการเจือปนของน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ น้ำมันส่วนที่ใสกว่ามาผสม สำหรับเกณฑ์กำหนดให้ใช้ราชการได้ ที่ห้องปฏิบัติการใช้ คือ ไม่ควรมีค่าต่ำกว่าน้ำมันหล่อลื่นใหม่ เกินกว่า 45 0 C จุดติดไฟ ( Fire Point) จุดติดไฟ คือ จุดที่อุณหภูมิต่ำสุดของน้ำมันที่จะเกิดไอน้ำมันขึ้น และทำให้มีเปลวไฟลุกขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 วินาที โดยทั่วไปจุดติดไฟจะสูงกว่าจุดวาบไฟประมาณ 5-35 0 C วัสดุ – อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง
โต๊ะปฏิบัติการ 1 ชุด เครื่องทดสอบหาจุดวาบไฟและจุดติดไฟโดยถ้วยเปิดคลีฟแลนด์ 1 ชุด เทอร์โมมิเตอร์ทนอุณหภูมิสูง 1 อัน ถังแก๊สพร้อมที่จุดแก๊ส 1 ชุด ถังดับเพลิง 1 ถัง ผ้าหรือกระดาษไว้ทำความสะอาด ตัวอย่างน้ำมันที่จะทดลอง การเตรียมตัวอย่างการทดสอบ 1. ตั้งเครื่องมือบนโต๊ะที่มั่นคง และไม่มีลมพัดผ่าน บังส่วนบนของเครื่องมือด้วยที่บัง เพื่อไม่ให้มีแสงสว่าง มากเกินไปในเวลาที่สังเกตจุดวาบไฟ2. ใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม เช่นน้ำมันเบนซินหรือไตรคลอโรเอทเธอรีนล้างถ้วยทดสอบเมื่อกำจัดน้ำมัน วัสดุยางแอสฟัลต์ หรือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในถ้วยทดสอบจากการทดสอบครั้งก่อน ถ้ามีพวกคาร์บอนติดอยู่ต้องใช้ฝอยโลหะถูออก และใช้น้ำเย็นล้างถ้วยทดสอบเสียก่อน จึงนำไปลนไฟหรือให้ความร้อนเพื่อให้ตัวทำละลายและน้ำที่ค้างอยู่ระเหยไปให้หมด ปล่อยให้ถ้วยทดสอบเย็นลงจนถึงอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดวาบไฟที่คาดไว้ไม่น้อยกว่า 60 องศาเซลเซียส จึงนำไปใช้ทำการทดสอบได้3. เสียบเทอร์โมมิเตอร์กับที่ยึดในแนวดิ่ง ให้อยู่ในด้านตรงข้ามกับที่จุดเปลวไฟทดสอบปลายกระเปาะของเทอร์มิเตอร์อยู่ในถ้วยเหนือก้นถ้วยทดสอบ 6.0 มม. ตำแหน่งของเทอร์โมมิเตอร์อยู่ห่างจากขอบถ้วย 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางถ้วย4. ถ้าตัวอย่างเหนียวมากต้องอุ่นให้เหลวพอที่จะเทได้สะดวก แต่อุณหภูมิที่ใช้ในการอุ่นจะต้องต่ำกว่าจุดวาบไฟไม่น้อยกว่า 60 องศาเซลเซียส5. เทน้ำมันทดสอบลงในถ้วยทดสอบจนถึงขีดกำหนดถ้าตัวอย่างมากเกินให้ใช้บิเปต หรือเครื่องมืออื่นดูดส่วนที่เกินออก แต่ถ้าตัวอย่างไหลออกมาเลอะเทอะด้านนอกของถ้วยต้องทำความสะอาดถ้วยตามข้อ 2 แล้วบรรจุตัวอย่างใหม่6. ไล่ฟองอากาศที่ผิวหน้าของตัวอย่างโดยใช้เปลวไฟจากตะเกียงบนเส้นผ่านผิวหน้าของตัวอย่างจนไม่เห็นฟองอากาศ (ประมาณ 2-3 ครั้ง) วิธีการทดลอง หรือทดสอบ 1. จุดไฟที่จุดเปลวไฟทดสอบ และปรับให้เปลวไฟนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.2-4.8 มม. โดยเปรียบเทียบกับปุ่มโลหะที่ติดอยู่บนเครื่องมือให้ความร้อนกับตัวอย่าง ในระยะแรกให้มีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิเป็น 14-15 องศาเซลเซียส ต่อนาที และเมื่อตัวอย่างมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดวาบไฟที่คาดไว้ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ให้ลดความร้อนลง เพื่อให้อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิลดลงเป็น 5-6 องศาเซลเซียส ต่อนาที จนกระทั่งตัวอย่างมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดวาบไฟประมาณ 30 องศาเซลเซียส2. เมื่อตัวอย่างมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดวาบไฟประมาณ 30 องศาเซลเซียสแล้ว เริ่มต้นใช้เปลวไฟเคลื่อนที่ผ่านถ้วยทดสอบ และให้เปลวไฟผ่านทุกครั้งที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส การผ่านเปลวไฟให้ผ่านข้ามจุดศูนย์กลางของถ้วยทดสอบ และให้ก้านของที่จุดเปลวไฟอยู่ในแนวราบเสมอ การเคลื่อนที่ของเปลวไฟผ่านถ้วยทดสอบจะต้องมีความเร็วสม่ำเสมอ จะเป็นแนวเส้นตรงหรือเส้นโค้งของวงกลมที่มีรัศมีอย่างน้อย 150 มม. ก็ได้ จุดศูนย์กลางของเปลวไฟที่เคลื่อนผ่านถ้วยทดสอบจะต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่าขอบของถ้วยไม่เกิน 2 มม. และให้ผ่านไปทางหนึ่งก่อนแล้วผ่านกลับมา ระยะเวลาที่เปลวไฟผ่านถ้วยทดสอบประมาณ 1 วินาที3. เมื่อเกิดไฟวาบขึ้นที่จุดหนึ่งจุดใดบนผิวหน้าของตัวอย่าง อ่านอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์ แล้วบันทึกเป็นอุณหภูมิจุดวาบไฟแต่ต้องแน่ใจว่าไม่ใช่ไฟวาบที่เกิดขึ้นจากรอบนอกของเปลวไฟที่ใช้ทดสอบ4. ถ้าต้องการหาจุดติดไฟ ให้ผู้ทดลองให้ความร้อนกับตัวอย่างน้ำมันต่อไปอีก โดยให้อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิเป็น 5 – 6 องศาเซลเซียส ต่อ นาที จนกระทั่งตัวอย่างน้ำมันติดไฟ และเกิดการลุกไหม้อยู่นานอย่างน้อย 5 วินาที ให้บันทึกผลอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์ที่จุดนี้ ซึ่งคือ อุณหภูมิจุดติดไฟนั่นเอง เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมได้ 1. เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเนื่องจากผู้ทดสอบ ยืนยันผลการทดสอบซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยผู้ทดสอบคนเดียวกัน ด้วยตัวอย่างเดียวกัน ห้องทดสอบและเครื่องทดสอบเดียวกัน จะเชื่อถือได้เมื่อผลการทดสอบนั้นแตกต่างกันไม่เกินค่าดังต่อไปนี้ จุดวาบไฟ 8 องศาเซลเซียส จุดติดไฟ 8 องศาเซลเซียส2. เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเนื่องจากเครื่องมือทดสอบต่างเครื่อง ผู้ทดสอบไม่ใช่คนเดียวกัน และห้องทดสอบต่างสถานที่กัน ซึ่งจะเชื่อถือได้ เมื่อผลการทดสอบนั้นแตกต่างกันไม่เกินค่าต่อไปนี้ จุดวาบไฟ 16 องศาเซลเซียส จุดติดไฟ 14 องศาเซลเซียส ข้อควรระวัง 1. ในการเทตัวอย่างลงถ้วยทดสอบ ต้องระวังไม่ให้เกิดฟองอากาศ โดยการเทตัวอย่างช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอให้ค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นมาจนถึงขีดเต็ม2. ในการทดสอบขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงจุดที่ต่ำกว่าจุดวาบไฟประมาณ 20 องศาเซลเซียส จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการรบกวนต่อไอของตัวอย่างในถ้วยทดสอบ โดยการกระทบกระเทือนหรือจากลมหายใจใกล้ถ้วยทดสอบ3. การทดลองอาจมีแก๊สจากการไอน้ำมันซึ่งอาจเป็นอันตรายควรหาผ้าปิดจมูกและทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก และระวังอาจเกิดไฟไหม้จากการทดลอง การสรุปและอภิปรายผลการทดลอง ผู้ทดสอบควรสรุปสาเหตุผลการทดสอบตามชนิดและจำนวนน้ำมันที่ใช้ทดสอบ ดังนี้
กรณีที่ผลการทดสอบไม่เป็นไปตามข้อมูลมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง กรณีที่ผลการทดลองซ้ำปรากฏผลไม่เท่ากัน งานมอบหมาย / ค้นคว้าเพิ่มเติมท้ายการทดลอง จงหาค่าจุดวาบไฟ และจุดติดไฟมาตรฐานของน้ำมันที่เป็นชนิด หรือเกรด หรือเป็นประเภทเดียวกันกับ น้ำมันที่นำมาใช้ทดลอง ที่เป็นมาตรฐาน มอก., ASTM., API., หรือสถาบันอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
เอกสารอ้างอิง
กิตติ ยุกติรัตน, วิทยาศาสตร์ประยุกต์ วศ.๒๐๓ , กรุงเทพฯ, กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ, พ.ศ. 2546.
ประเสริฐ เทียนนิมิตร ขวัญชัย สินทิพย์สมบูรณ์ และปานเพชร ชินินทร, เชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น , กรุงเทพฯ, ซีเอ็ดยูเคชั่น, พ.ศ.2540.
เอกสารแนบ การกำหนดมาตรฐานการทดสอบหาจุดวาบไฟและจุดติดไฟโดยถ้วยเปิดคลีฟแลนด์, มทช.(ท) 602-2545, สถาบันงานมาตรวิทยาแห่งชาติ, 2545.
The American Association of State Highway and Transportation Officials, “Standard Specification for Highway Materials and Method of Sampling and Testing: Part II” AASHTO T. 48.
ตารางบันทึกผลการทดลอง จุดวาบไฟ จุดติดไฟ
ชื่อตัวอย่างทดสอบ…………………………….………
วัน-เดือน-ปี ที่ทดสอบ…………………………………..
จุดวาบไฟ (Flash Point)
สารทดสอบ ผลการทดสอบครั้งที่ (o C)ผลการทดสอบเฉลี่ย ค่ามาตรฐาน * 1 2 3 (o C) (o C)
*ระบุแหล่งที่มาของค่ามาตรฐานประกอบในรายงาน
จุดติดไฟ (Fire Point)
สารทดสอบ ผลการทดสอบครั้งที่ (o C)ผลการทดสอบเฉลี่ย ค่ามาตรฐาน * 1 2 3 (o C) (o C)
*ระบุแหล่งที่มาของค่ามาตรฐานประกอบในรายงาน
แลปหาจุดวาปไฟ และจุดติดไฟ เหลืออีกแค่ 2 กลุ่มครับ